- Blog
Cloud คืออะไร? มีกี่แบบ แล้ว iCloud ที่เราใช้ทุกวันคือ Cloud แบบไหนกันแน่?
Cloud คืออะไร? มีกี่แบบ แล้ว iCloud ที่เราใช้ทุกวันคือ Cloud แบบไหนกันแน่?
By Nipa C. (Nipa Cloud)
Published : October 29, 2026
Time : 99 min read

เคยสงสัยไหมว่า Cloud ที่หลายคนพูดถึง แท้จริงแล้วคืออะไร และ iCloud ที่เราใช้กันทุกวันจัดเป็น Cloud ประเภทไหน?
"Cloud คืออะไร?" บางคนอาจตอบว่า "ก็ Google Drive หรือ iCloud ที่ใช้เก็บรูปและไฟล์" ซึ่งคำตอบนี้ไม่ผิด แต่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบริการฝากรูปและไฟล์เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของ Cloud เท่านั้น ยังมีบริการ Cloud อีกหลายรูปแบบที่เราใช้งานอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่การดูซีรีส์ การสั่งอาหาร ไปจนถึงแอปธนาคารบนมือถือ
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Cloud คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่รูปแบบ มีประโยชน์อย่างไร และ iCloud ที่เราใช้อัปโหลดรูปและไฟล์กันอยู่ทุกวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นบริการ Cloud แบบไหน ไปดูกันเลย
Cloud คืออะไร ทำไมจึงเรียกว่า "เมฆ"?
Cloud หรือ Cloud Computing คือการเช่าใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเซิร์ฟเวอร์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย และซอฟต์แวร์ โดยไม่ต้องซื้อเครื่องมาติดตั้งและดูแลเอง และชำระค่าบริการตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go)
เปรียบได้กับการใช้ไฟฟ้า เราไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าไว้ที่บ้าน เพียงเสียบปลั๊กก็ใช้งานได้ และจ่ายตามจำนวนหน่วยที่ใช้ Cloud ก็เช่นกัน องค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์หรือเตรียมห้องเซิร์ฟเวอร์เอง เพียงสร้างเครื่องผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น
แล้วทำไมจึงเรียกว่า "เมฆ"? เพราะวิศวกรนิยมวาดอินเทอร์เน็ตเป็นรูปก้อนเมฆในแผนผังระบบเครือข่าย แต่ในความจริง ข้อมูลของเราถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์จริงภายใน Data Center ของผู้ให้บริการ และเข้าถึงได้จากทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต
ลักษณะสำคัญ 5 ประการของ Cloud
- ใช้งานได้ทันที (On-demand Self-service): สร้างเครื่องเพิ่มได้เอง ไม่ต้องรออนุมัติหรือรอจัดส่งอุปกรณ์
- เข้าถึงได้จากทุกที่ (Broad Network Access): ใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ต
- ใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Resource Pooling): ผู้ให้บริการจัดสรรทรัพยากรจากกองกลางให้ลูกค้าหลายราย
- ขยายหรือลดได้ตามต้องการ (Rapid Elasticity): เพิ่มทรัพยากรในช่วงที่มีผู้ใช้งานมาก และลดลงเมื่อใช้งานน้อย
- คิดค่าบริการตามจริง (Measured Service): ระบบวัดปริมาณการใช้งานและคิดค่าบริการเหมือนมิเตอร์ไฟฟ้า
Cloud แบ่งออกเป็นแบบไหนได้บ้าง?
Cloud แบ่งได้ 2 รูปแบบหลัก คือ แบ่งตามรูปแบบการติดตั้ง (Public, Private และ Hybrid Cloud) และ แบ่งตามรูปแบบการให้บริการ (IaaS, PaaS และ SaaS)
แบ่งตามรูปแบบการติดตั้ง: Public, Private และ Hybrid Cloud
- Public Cloud เปรียบเหมือนการเช่าคอนโดมิเนียม: ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของอาคาร (เซิร์ฟเวอร์และ Data Center) และแบ่งพื้นที่ให้ผู้เช่าหลายราย ทุกรายใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน แต่ข้อมูลของแต่ละรายแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ข้อดีคือเริ่มใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ ชำระตามการใช้งาน และขยายระบบได้ง่าย ตัวอย่างเช่น Nipa Cloud Space, AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud
- Private Cloud เปรียบเหมือนบ้านเดี่ยวของเราเอง: เป็นระบบ Cloud ที่สร้างขึ้นสำหรับองค์กรเดียว อาจติดตั้งภายในองค์กรเอง หรือให้ผู้ให้บริการจัดเตรียมเซิร์ฟเวอร์ที่แยกไว้ให้องค์กรนั้นใช้งานเพียงรายเดียว องค์กรควบคุมระบบได้เต็มที่และมีความเป็นส่วนตัวสูง จึงเหมาะกับธนาคาร โรงพยาบาล หรือหน่วยงานภาครัฐที่มีข้อมูลอ่อนไหวและมีกฎระเบียบเข้มงวด แต่มีต้นทุนสูงกว่าและต้องใช้บุคลากรดูแลมากกว่า
- Hybrid Cloud เปรียบเหมือนมีบ้านของตัวเอง แต่ช่วงญาติมาเยอะก็เช่าโรงแรมเพิ่ม: เป็นการผสมผสาน Private และ Public Cloud เข้าด้วยกัน โดยเก็บข้อมูลสำคัญไว้ฝั่ง Private และใช้ฝั่ง Public กับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากในช่วงแคมเปญ 11.11 แนวคิดนี้เรียกว่า "Own the base, rent the spike" คือเป็นเจ้าของระบบหลัก และเช่าทรัพยากรเพิ่มเฉพาะช่วงที่มีความต้องการการใช้งานสูง
| หัวข้อ | Public Cloud | Private Cloud | Hybrid Cloud |
|---|---|---|---|
| เปรียบเหมือน | เช่าคอนโดมิเนียม | บ้านเดี่ยวของเราเอง | มีบ้านของตัวเอง + เช่าโรงแรมช่วงญาติมาเยอะ |
| ใช้ร่วมกับใคร | หลายองค์กรใช้ร่วมกัน แต่ข้อมูลแยกกัน | องค์กรเดียว ทรัพยากรเฉพาะ | ฝั่ง Private ใช้องค์กรเดียว ฝั่ง Public ใช้ร่วมกัน |
| เงินลงทุนเริ่มต้น | ต่ำ ชำระตามการใช้งาน | สูง จากราคาของฮาร์ดแวร์ | ปานกลาง เพราะใช้ฮาร์ดแวร์น้อยกว่าแบบ Private Cloud |
| การขยายระบบและการดูแล | ขยายได้ง่ายในไม่กี่นาที จากการที่ผู้ให้บริการมีทรัพยากรรองรับอยู่แล้ว | ขยายระบบได้ช้าและใช้งบสูง เพราะต้องจัดซื้อและติดตั้งเครื่องเพิ่มเอง พร้อมต้องมีทีมดูแลระบบ | ขยายไป Public ในช่วงที่มีความต้องการการใช้งานสูง แต่ดูแลซับซ้อนที่สุด เพราะต้องเชื่อมต่อสองฝั่ง |
| ความปลอดภัย | ต้องพึ่งพาการ Implement ระบบ Security จากผู้ให้บริการ | ปลอดภัยสูงที่สุด เนื่องจากระบบอยู่ภายใต้ Firewall ขององค์กรเอง | สูง เลือกได้ว่าข้อมูลส่วนไหนเก็บไว้ฝั่ง Private และส่วนไหนใช้งานบน Public โดยเชื่อมต่อทั้งสองฝั่งอย่างปลอดภัยผ่าน VPN Site-to-Site |
| เหมาะกับ | Startup, SME, เว็บไซต์และแอปทั่วไป, ระบบที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง | ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ ที่มีข้อมูลอ่อนไหว | องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องปกป้องข้อมูลสำคัญ และต้องรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากในบางช่วงเวลา |
แบ่งตามรูปแบบการให้บริการ: IaaS, PaaS และ SaaS
ความแตกต่างของ IaaS, PaaS และ SaaS คือขอบเขตที่ผู้ให้บริการดูแลให้ ยิ่งผู้ให้บริการดูแลมากเท่าไหร่ ผู้ใช้ก็ยิ่งสะดวกมากขึ้น แต่จะปรับแต่งระบบเองได้น้อยลง
- IaaS (Infrastructure as a Service) เช่าโครงสร้างพื้นฐาน: ผู้ใช้เช่า Virtual Machine พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่าย จากนั้นติดตั้ง OS โปรแกรม และดูแลระบบเองทั้งหมด รูปแบบนี้มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด แต่ต้องอาศัยความรู้ด้านไอทีพอสมควร จึงเหมาะกับทีม IT หรือ DevOps ตัวอย่างเช่น Nipa Cloud Space, Amazon EC2, Google Compute Engine และ Azure Virtual Machines
- PaaS (Platform as a Service) เช่าแพลตฟอร์มพร้อมใช้: ผู้ให้บริการเตรียม OS, Runtime, ฐานข้อมูล และเครื่องมือต่าง ๆ ไว้ให้พร้อม นักพัฒนาเพียงนำโค้ดขึ้นระบบ ก็ใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเดตระบบหรือแพตช์ความปลอดภัย ตัวอย่างเช่น SQL Database และ Load Balancer ของ Nipa, Google App Engine, Heroku และ AWS Elastic Beanstalk
- SaaS (Software as a Service) ใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป: เปิดเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันแล้วใช้งานได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งหรือดูแลระบบใด ๆ เนื่องจากผู้ให้บริการจัดการให้ทั้งหมด เป็นรูปแบบ Cloud ที่คนทั่วไปใช้งานมากที่สุด ตัวอย่างเช่น Nipa Mail, Gmail, Google Drive, iCloud, Microsoft 365, Canva, Zoom และ Netflix
อ่านเพิ่มเติม: ไขข้อข้องใจ SaaS, PaaS, IaaS คืออะไร และแตกต่างกันยังไง?

